การตลาด B2B สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมในไทย เริ่มต้นยังไงด้วยงบจำกัด

February 27, 2026
Ni
เขียนโดย
Ni
การตลาด B2B สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมในไทย เริ่มต้นยังไงด้วยงบจำกัด

เมื่อพูดถึง "การตลาด B2B ไทย" สำหรับกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม ผู้จัดจำหน่ายเครื่องจักร (Distributors) หรือธุรกิจ B2B ระดับ SMEs เจ้าของธุรกิจหลายคนมักจะติดภาพจำว่า ต้องใช้งบโฆษณามหาศาลหลักแสนหลักล้าน, ต้องจ้างเอเจนซี่โฆษณาระดับโลกแพงๆ, หรือไม่ก็ต้อง พึ่งพาทีมเซลส์ (Sales Representative) ขับรถตระเวนวิ่งเคาะประตูหาลูกค้าเพียงอย่างเดียว

ความเชื่อเหล่านั้นอาจจะเคยจริงในอดีต... แต่ไม่ใช่ในยุคดิจิทัลที่ผู้บริหารและฝ่ายจัดซื้อค้นหาข้อมูลทุกอย่างผ่านอินเทอร์เน็ต

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ที่มีงบการตลาดต่อเดือนอยู่ราวๆ ฿15,000 - ฿100,000 คุณไม่สามารถเอาเงินไป "หว่าน" ยิงแอดพร่ำเพรื่อเพื่อสร้าง Awareness กว้างๆ แบบสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ได้ ทุกบาททุกสตางค์ต้องถูกใช้อย่างแม่นยำเพื่อดึงดูด Lead (รายชื่อลูกค้าผู้มุ่งหวัง) ที่มีคุณภาพเท่านั้น

และนี่คือ กลยุทธ์ Inbound-First (ดึงดูดลูกค้าให้วิ่งเข้ามาหา) สำหรับมือใหม่ ที่ Whalevox ในฐานะ เอเจนซี่ B2B ใช้สร้าง Lead และยอดขายจริงให้กับลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมในไทยมาแล้วนับไม่ถ้วน

1. กฏเหล็กของการตลาด B2B: "ลูกค้าไม่ได้ซื้อด้วยอารมณ์"

บริบทที่ต้องเข้าใจ: ลูกค้าทั่วไป (B2C) อาจจะตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าหรือสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่เพราะโปรโมชั่นลดราคา ซื้อเพราะความอยาก หรือซื้อตามอินฟลูเอนเซอร์ แต่สำหรับวงการ B2B อุตสาหกรรม การซื้อเครื่องจักร ซอฟต์แวร์องค์กร หรือรับเหมาวางระบบโรงงาน มี รอบการตัดสินใจ (Sales Cycle) ที่ยาวนานมาก ตั้งแต่หลักสัปดาห์ไปจนถึงหลักปี!

ที่สำคัญคือ "พวกเขาไม่ได้ตัดสินใจคนเดียว" การจะซื้อของหลักแสนหรือหลักล้าน ต้องผ่านคนหลายด่าน ตั้งแต่วิศวกรผู้ใช้งานจริง ฝ่ายจัดซื้อ (Procurement) ที่คอยเทียบราคา ไปจนถึงผู้บริหารที่เซ็นอนุมัติ

สิ่งที่คุณต้องโฟกัส: เลิกใช้คำโฆษณาที่เล่นกับอารมณ์ (Emotional) แล้วหันมาใช้คำโฆษณาที่เล่นกับ "เหตุผลและตัวเลข" (Logical & Data-driven) เพราะวิศวกรและจัดซื้อต้องการ "ความน่าเชื่อถือ" และ "ตัวเลขผลลัพธ์" เพื่อนำไปทำรายงานเสนอเจ้านายต่อ ไม่ใช่แค่คำคุยโวว่า "เราคืออันดับหนึ่ง"

2. เริ่มต้นที่แก่น: เว็บไซต์ต้องเป็น "เซลส์แมน 24 ชั่วโมง"

ก่อนที่คุณจะควักเงินยิงโฆษณา (Traffic) คุณต้องมั่นใจก่อนว่า "บ้าน" หรือเว็บไซต์ของคุณ (Destination) พร้อมต้อนรับแขกและปิดการขายได้ หากเว็บพัง ยิงแอดไปก็เหมือนเทน้ำลงในถังที่รั่ว

เว็บไซต์ B2B ที่ดีต้องประกอบด้วย:

  • หน้าราคา / ความโปร่งใส (Pricing Transparency): ธุรกิจ B2B ไทยส่วนใหญ่มักจะ "ซ่อนราคา" และบังคับให้ลูกค้า Inbox หรือโทรหา แต่ในยุคนี้ การโชว์ "ช่วงราคาเบื้องต้น" (Starting Price) หรือ "แพ็กเกจ" บนเว็บไซต์ จะช่วยคัดกรอง (Filter) ลูกค้าที่งบไม่ถึงออกไปได้ตั้งแต่แรก ช่วยประหยัดเวลาเซลส์ของคุณได้อย่างมหาศาล
  • Case Studies ที่มีตัวเลขชี้วัดชัดเจน: การเขียนว่า "ลูกค้าใช้แล้วทำงานได้ไวขึ้น" ดูลอยและจับต้องไม่ได้ ให้เปลี่ยนเป็น "Case Study: ระบบออโตเมชั่นของเราช่วยโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ A ลดของเสีย (Defect) ลง 30% และประหยัดเวลาการผลิตได้ 12 ชั่วโมง/สัปดาห์" ตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งที่จัดซื้อนำไปพรีเซนต์ต่อได้ทันที
  • การวางโครงสร้าง SEO (Search Intent): ลูกค้าเข้า Google เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา โครงสร้างเว็บที่ดีต้องรองรับ Keyword ที่ลูกค้าค้นหา เช่น แทนที่จะตั้งชื่อหน้าเว็บว่า "สินค้าหมวด 1" ให้ตั้งเป็น "เครื่องเป่าลมร้อน สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร" เป็นต้น

3. LinkedIn และ Educational Content (ให้ความรู้ก่อนขายของ)

ลืมการโพสต์ "สวัสดีวันจันทร์" หรือการลงภาพสินค้าพื้นหลังขาวแล้วแนบเบอร์โทรบน Facebook Page ไปได้เลย แพลตฟอร์มที่ทรงพลังที่สุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุดสำหรับธุรกิจ B2B ในปัจจุบันคือ LinkedIn

  • สร้าง Thought Leadership: ให้ผู้บริหาร (Founder/CEO) หรือหัวหน้าทีมวิศวกรของคุณ ออกมาแชร์ความรู้ ประสบการณ์ หรือมุมมองต่ออุตสาหกรรมผ่านหน้าโปรไฟล์ LinkedIn ส่วนตัว คนมักจะอยากทำธุรกิจกับ "คน" ที่ดูเชี่ยวชาญ มากกว่า "โลโก้บริษัท" ที่ดูไร้ชีวิตจิตใจ
  • ทำคอนเทนต์แนว Educate (สอน/ให้ความรู้): เปลี่ยนจากการขายของตรงๆ มาเป็นการเขียนบทความ หรือทำวิดีโอสั้นแก้ไขปัญหาให้ลูกค้า เช่น "5 วิธีเลือกเครื่องเป่าลม (Blower) ให้ประหยัดไฟสำหรับโรงงานขนาดกลาง", หรือ "รู้ทัน! 3 ข้อควรระวังก่อนเซ็นสัญญารับเหมาติดตั้งโซล่ารูฟท็อป" เมื่อคุณให้ความรู้ฟรีๆ จนเขาเชื่อใจ เวลาที่เขาต้องการซื้อ เขาจะนึกถึงคุณเป็นคนแรก

4. ยิงแอดแบบฉลาด (เน้น Search และ Retargeting เท่านั้น)

ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด (฿15k - ฿100k) กฎข้อสำคัญคือ "อย่าเอาเงินไปยิงโฆษณาหาคนที่ไม่คุ้นเคยกับแบรนด์ หรือไม่มีความต้องการซื้อ"

  • Google Search Ads (เจาะกลุ่ม High Intent): ซื้อ Keyword ที่มีความตั้งใจซื้อสูงเท่านั้น หลีกเลี่ยงคำกว้างๆ (Broad terms) เช่น ซื้อคำว่า "รับเหมาติดตั้งห้องเย็น ชลบุรี" แทนคำว่า "ห้องเย็น" เฉยๆ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคลิกที่เสียเงิน คือคนที่กำลังกำเงินรอจ้างงานจริงๆ
  • Retargeting (ตามติดคนเคยเข้าเว็บ): อย่างที่บอกไปว่า B2B Sales Cycle นั้นยาวนาน คนเข้ามาดูเว็บคุณวันนี้ อาจจะอีก 3 เดือนถึงจะตัดสินใจซื้อ ดังนั้น คุณควรแบ่งงบส่วนหนึ่งมาทำโฆษณา Retargeting (ยิงแอดตามหลอกหลอนเฉพาะคนที่เคยเข้าเว็บไซต์ หรือดูวิดีโอของคุณมาก่อน) เพื่อตอกย้ำแบรนด์ (Brand Recall) โชว์ความน่าเชื่อถือ โชว์รีวิว จนกว่าเขาจะพร้อมตัดสินใจ

สิ่งที่คุณสามารถเริ่มทำได้เลยพรุ่งนี้

การทำ การตลาด B2B ไทย ไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนโตหลักล้านเสมอไป แต่มันต้องอาศัย "ความสม่ำเสมอ" และ "ความเข้าใจใน Pain Point ของลูกค้า" อย่างลึกซึ้ง

หยุดสาดงบโฆษณาไปทั่ว แล้วหันมาสร้างเว็บไซต์ที่แข็งแกร่ง สร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ และยิงแอดเพื่อดักรอคนที่พร้อมจ่าย นี่คือสูตรสำเร็จที่ SME อุตสาหกรรมสามารถเอาชนะคู่แข่งรายใหญ่ได้!

อยากเริ่มต้นปรับปรุงการตลาด B2B แต่ไม่รู้จะเช็คความพร้อมของตัวเองอย่างไร? [ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อเช็คความได้เลยที่นี่]

contact-us
พูดคุย รับคำปรึกษา จากทีมงานของเราได้ฟรี!
(ตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง)
1. รับฟังปัญหาและความจำเป็นทางธุรกิจของคุณ
2. นำเสนอแผนกลยุทธ์ที่ครอบคลุม
3. ดำเนินขั้นตอนการตลาดพร้อมเริ่มผลลัพธ์ใน 24 ชั่วโมง
4. วัดผลแคมเปญและปรับปรุงต่อเนื่อง
contact-us